พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลา
ณ อนุสาวรีย์วีรไทย ๒๔๘๔ เนื่องในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช
เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๓๐ น.
เช้าตรู่ของวันที่ ๘ ธันวาคม ของทุกปี ผู้ที่อาศัยอยู่ภายในค่ายวชิราวุธ หรือผู้ที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณอนุสาวรีย์วีรไทย ๒๔๘๔ จะได้กลิ่นธูปควันเทียนและได้ยินเสียงแตรสังข์ดังกังวานเย็นยะเยือก นั่นหมายถึงพิธีบวงสรวงวีรชนที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติสมัยสงครามมหาเอเชีย บูรพา ซึ่งตรงกับเวลาเช้าตรู่ฝนตกพรำๆ ของวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ เวลาที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่บ้านท่าแพ ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเหล่าทหารหาญและวีรชนผู้กล้าได้ร่วมกันต่อสู้กับอริราชศัตรู เสียสละชีวิต เลือดเนื้อ เพื่อรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติและประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย วีรชนเหล่านั้นมิยอมให้ผืนแผ่นดินไทยแม้กระเบียดนิ้วเดียวต้องถูกเหยียบย่ำ ต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ให้พวกเราได้อยู่ อาศัยอย่างมีความสุขจนถึงทุกวันนี้ คนรุ่นหลังจึงได้ร่วมใจกันสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเตือนใจและระลึกถึงวีรชนผู้ กล้าเหล่านั้น
อนุสาวรีย์วีรไทย (ชาวบ้านเรียกว่า อนุสาวรีย์เจ้าพ่อดำ) สร้างขึ้นตามความประสงค์ของประชาชนทุกหมู่เหล่าในภาคใต้ที่ต้องการสร้าง อนุสรณ์และเกียรติประวัติของเหล่านักรบผู้กล้าหาญ พลตรีหลวงเสนาณรงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการในการรบครั้งนั้น ได้เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างขึ้นตามความประสงค์ การก่อสร้างได้รับความร่วมมือจากจังหวัด วัด และประชาชนในภาคใต้เป็นอย่างดี และทางราชการก็ได้ให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมในเวลาต่อมาด้วย การก่อสร้างและการตกแต่งได้เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๙๒ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น เป็นผู้ตั้งชื่ออนุสาวรีย์นี้ว่า อนุสาวรีย์วีรไทย พ.ศ.๒๔๘๔
อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่ในเขตบริเวณโรงทหาร (เดิม) ซึ่งเป็นจุดที่รบกันรุนแรงถึงขั้นประจัญบาน หันหน้าไปทางท่าแพ จุดที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก (ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช) มีรูปลักษณ์เป็นทหารราบในเครื่องสนามครบครัน มือถือปืนติดดาบปลายปืน กำลังอยู่ในท่าประจัญบาน (เตรียมแทง) มีขนาดสูงกว่าคนจริงสองเท่าครึ่ง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูง ๖ เมตร ภายในฐานจารึกเจาะเป็นช่องพอตัวคนลงไปได้ จัดไว้เป็นที่บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตในครั้งนั้น จำนวน ๑๑๖ นาย คือ จากนครศรีธรรมราช, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, สงขลา และ ปัตตานี บริเวณอนุสาวรีย์วีรไทย ๒๔๘๔ ยังประกอบด้วย ศาลาวีรไทย เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา และมีดอกไม้ธูปเทียนไว้บริการผู้ที่มาสักการะอนุสาวรีย์วีรไทย ถัดไปเป็นพิพิธภัณฑ์วีรไทย เฉลิมพระเกียรติพระชนมายุ ๗๒ พรรษา ซึ่งใช้แสดงอาวุธยุทโธปกรณ์และรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามในสมัย นั้น พร้อมรายละเอียดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ บริเวณรอบพิพิธภัณฑ์ยังมีทัศนียภาพที่จัดไว้อย่างสวยสดงดงาม
ในวันที่ ๘ ธันวาคม ของทุกปี จะมีพิธีสดุดีวีรไทย โดยเริ่มจาก แม่ทัพภาคที่ ๔ ประกอบพิธีบวงสรวงสังเวยดวงวิญญาณวีรไทย ๒๔๘๔ ณ อนุสาวรีย์วีรไทย ๒๔๘๔ ต่อจากนั้น แม่ทัพภาคที่ ๔ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร พระสงฆ์ ๑๖๐ รูป บริเวณด้านหน้าอนุสาวรีย์ หลังจากนั้น หน่วยทหาร ส่วนราชการ องค์กร รัฐวิสาหกิจและบุคคลต่างๆ วางพวงมาลา.... จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบก หรือผู้แทนฯ ประธานในพิธีฯ กระทำพิธีสดุดีวีรไทย ๒๔๘๔ และวางพวงมาลาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พวงมาลาผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพวงมาลาผู้บัญชาการทหารบก ลำดับต่อไป ประธาน ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอัฐิอุทิศดวงวิญญาณวีรไทย ๒๔๘๔ ณ ศาลาวีรไทย สุดท้ายประธานฯ มอบรางวัลแก่หน่วยงานที่ชนะการประกวดพวงมาลา เป็นอันเสร็จพิธีฯ ในตอนกลางคืนจะมีมหรสพสมโภชน์ เช่น หนังตะลุง ภาพยนตร์ ดนตรี รวมทั้งมีการออกร้านขายของด้วย ประชาชนจะมาร่วมพิธีและมาเที่ยวชมงานในตอนกลางคืนเป็นจำนวนมากทุกปี
จุดสำคัญของงานอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและเยาวชนเป็นอย่างมากคือ ทหาร ตำรวจ และ ยุวชนทหาร ที่ได้ร่วมต่อสู้กับญี่ปุ่นในสมัยนั้นและยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งทหารผ่านศึกในสงครามต่างๆ มาร่วมในพิธีสดุดีวีรไทยด้วย นั่นคือการประกอบพิธีและการจัดงานที่เราคนรุ่น หลังรำลึกถึงคนรุ่นก่อนที่ได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อชาติและประชาชนด้วยความกล้า หาญ โดยมีความรักความสามัคคี และการยึดมั่นในสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นหลักในการป้องกันผืนแผ่นดินไทย ปัจจุบันคนไทยเกิดความแตกแยกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยสาเหตุของความเชื่อ ความรัก ความศรัทธา ความต้องการ กระแสของการชักนำ ปลุกปั่น หรือด้วยสาเหตุใดก็ตาม โดยไม่ได้ไตร่ตรองถึงความเป็นจริงหรือความคงอยู่ของประเทศชาติ หวังเพียงให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองหรือกลุ่มของตัวเองต้องการ ลองทำใจให้ว่างแล้วหลับตาย้อนรำลึกถึงอดีต ยุคสมัยที่ไทยรุ่งเรืองและสมัยที่ไทยต้องตกต่ำ ว่ามาจากสาเหตุใด ถ้าไม่อยากให้ประเทศไทยต้องสิ้นชาติหรือล่มสลาย ก็ต้องแก้ไขหรือลบล้างสาเหตุของความแตกแยกนั้น โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลักคนหรือกลุ่มคนที่ร่วมกันทำให้ ประเทศไทยเสียหาย ไม่ว่าด้านเกียรติภูมิหรือดินแดน ย่อมได้รับคำสาปแช่งก่นด่าจากคนรุ่นหลัง ตรงข้ามกับคนที่ทำความดีและเสียสละเพื่อรักษาประเทศชาติ ย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญ อย่างเช่นวีรชนสมัย ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ แม้ว่าสรีรธาตุของท่านเหล่านั้นได้แตกดับสลายไปแล้วก็ตาม แต่ชื่อเสียงและเกียรติคุณยังคงจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยและในหัวใจ ของคนไทยทุกคน ไม่มีวันเสื่อมคลาย
| พฤษภ กาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา |