update ครั้งล่าสุด 20/03/2012Saturday, May 19, 2012
กองทัพภาคที่ ๔ ค่ายวชิราวุธ ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 80000

        กองทัพภาคที่ ๔ จัดตั้งขึ้นตามคำสั่ง กองทัพบก (เฉพาะ) ลับที่ ๒๕/๑๘ ลง ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ ลงนามโดย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก โดยให้ดำเนินการ ดังนี้เป็นหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก
เรียกชื่อย่อว่า " ทภ.๔ " ประกอบกำลังตามอัตราเฉพาะกิจหมายเลข ๖๑๐๐ มีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชามณทลทหารบกที่ ๕ และหน่วยที่กระทรวงกลาโหมกำหนด รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ เช่นเดียวกับ
กองทัพภาคต่าง ๆ ซึ่งจัดตั้งไว้ก่อนแล้ว โดยมี แม่ทัพภาคที่ ๔ ( มทภ.๔ ) เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

ที่ตั้ง ตั้ง ณ ค่ายวชิราวุธ หมู่ที่ ๕ ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

        ประวัติความเป็นมาในอดีต จนกระทั่งถึงการจัดตั้ง กองทัพภาคที่ ๔ (๗ กุมภาพันธ์พ.ศ.๒๕๑๘) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า แผ่นดินทางภาคใต้ของประเทศ    ขณะนั้นไม่มีกำลังทหารไว้สำหรับป้องกันประเทศส่วนนี้   และหากจะจัดตั้งกองทหารเป็นหน่วยถาวร ก็เป็นการขัดตอกกฎหมาย ระหว่างประเทศซึ่งระบุไว้
ว่าทุก ๆ ประเทศจะมีหน่วยทหารไว้ใกล้เขตชายแดนไม่ได้ แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์พระองค์จึงพิจารณาหาอุบายติดต่อกับมิตรประเทศว่า   ขอให้พระองค์ได้จัดตั้งกองทหารรักษาพระองค์     ประจำอยู่   ณ
ที่ประทับชั่วคราว แทนหน่วยทหารกำลังรบ เพื่อใช้ถวายความปลอดภัยในโอกาสที่เสด็จ ฯ ทางภาคใต้เท่านั้น เมื่อนาน ๆ ประเทศได้พิจารณาแล้วจึงยินยอมให้พระองค์จัดตั้งหน่วยทหารไว้ตามที่ร้องขอ 

ต่อมา พระองค์จึงได้ตกลงพระทัยสร้างที่ประทับชั่วคราวขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ณ บริเวณตำบสวนจันทร์(ปัจจุบัน คือบริเวณสนามบินกองทัพภาคที่ ๔ ซึ่งมีหลักเขตจารึก ๒๔๕๙ อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  ตั้งกองทหารใช้ชื่อหน่วยว่า  “ กองพันที่ ๓ กรมทหารรักษาวัง ”   เมื่อ ๑ เมษายน๒๔๙๓ จนถึงปลายปีพุทธศักราช ๒๔๖๘     จึงได้ยุบเลิกไปเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำครั้นต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ทางการเมืองสมัยรัฐบาลชุด จอมพล ป. พิบูลย์สงครามได้พิจารณาจัดตั้งหน่วยทหารในภาคใต้ขึ้นอีกหลังจากที่ว่างเว้นหน่วยทหารมานาน จึงให้ส่งกองพันทหารราบที่ ๕ จากตำบลบางซื่อ จังหวัดพระนคร ขึ้นการบังคับบัญชากับมณทลทหารบกที่ ๑ มาตั้งอยู่ที่ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยออกเดินทางจากพระนครเมื่อ วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๒ ประชาชนเรียกว่า
 “ค่ายทหารคอหงส์” ปัจจุบันคือ ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ต่อมาปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและตั้งหน่วยทหารขนาดกองพันทหารราบขึ้นอีก ๕ กองพันและทหารปืนใหญ่ ๑ กองพัน ประจำอยู่ตามจังหวัดทางภาคใต้ ดังนี้
๑. พัน.ร.ที่ ๓๘ ตั้งที่จังหวัดชุมพร
๒. พัน.ร.ที่ ๓๙ ตั้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
๓. พัน.ร.ที่ ๔๐ ตั้งที่จังหวัดตรัง
๔. พัน.ร.ที่ ๔๑ ตั้งที่บ้านสวนตูล จังหวัดสงขลา
๕. พัน.ร.ที่ ๔๒ ตั้งที่บ้านบ่อทอง จังหวัดปัตตานี
๖. พัน.ป.ที่ ๑๓ ตั้งที่บ้านสวนตูล จังหวัดสงขลา

 

ต่อมาได้ย้าย กองบัญชาการมณทลทหารบกที่ ๕ และหน่วยขึ้นตรง ที่ตั้งอยู่บ้าน โคกหม้อ ตำบลพงสวาย อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี รวมทั้ง กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑๕ ไปตั้งที่ ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัด นครศรีธรรมราช โดยให้ มณทลทหารบกที่ ๕ บังคับบัญชากองพันทหารราบทั้ง ๕ กองพันและกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑๓ กับกองพันทหารราบที่ ๕ ย้ายมาจากจังหวัดพระนคร มาตั้งที่ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่ปี ๒๔๘๒ นั้นด้วย ในระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ - ๒๔๘๔ ได้เกิดสงครามอินโดจีน กับฝรั่งเศส ไทยเราก็ได้ส่งกำลังทหารไปร่วมรบด้วยจนกระทั่งสงครามสงบลง ปีพุทธศักราช ๒๔๘๔  กองทัพบกจึงได้ทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกำลังทหารเสียใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อจาก มณทลทหารบกที่ ๕ เป็น “มณทลทหารบกที่ ๖“ มีพันเอกหลวง เสนาณรงค์ เป็นผู้บัญชาการมณทล 

ต่อมาในปลายปี พุทธศักราช ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นประกาศสงครามกับอังกฤษ และอเมริกา ญี่ปุ่นได้เคลื่อนย้ายกำลังทั้งทางบกและทางทะเลเข้ามาทางด้านประเทศไทย โดยเฉพาะ เมื่อวันที่ ๘ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ (๘ ธ.ค.๘๔) ญี่ปุ่นได้ส่งเรือรบและเรือลำเลียงยกพลขึ้นบกแถบทะเลทางภาคใต้ คือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์,  ชุมพร,สุราษฏร์ธานี, นครศรีธรรมราช, สงขลา  และปัตตานี  มีความมุ่งหมายที่จะขอเดินทัพผ่านประเทศไทย
เพื่อไปรบกับอังกฤษ แต่เนื่องจากฝ่ายเราไม่ได้รับทราบนโยบายและคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด เกิดการเข้าใจผิดได้ทำการต่อสู้กันขึ้นทุกแห่ง   ตามหน้าที่ของเราที่พึงมีต่อประเทศชาติ     โดยเฉพาะที่บ้านท่าแพ  ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของค่ายวชิราวุธหรือตลาดท่าแพในปัจจุบัน เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ จนถึงเวลา ๑๐๐๐ นาฬิกา  ผู้บัญชาการมณทลทหารบกที่ ๖ ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการทหารบกทางโทรเลข “ว่าให้ระงับการต่อต้านและปล่อยให้ญี่ปุ่นผ่านไป เวลานี้รัฐบาลกำลังเจรจากันอยู่ ” เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนี้จึงระงับการต่อสู้ และได้ส่ง เสนาธิการมณทลทหารบกที่ ๖ ( พันเอกหลวงสวัสดิ์ กลยุทธ) เป็นหัวหน้าคณะเจรจากับผู้บัญชาการของทหารญี่ปุ่นในแนวหน้าเมื่อได้ตกลงปรับความเข้าใจกันแล้วจึงให้ญี่ปุ่นผ่านไป ผลการต่อสู้กันที่บ้านท่าแพ ในครั้งนั้น
ฝ่ายเราเสียชีวิต ๓๙ นาย(นายทหาร ๓ นาย นายสิบ ๔ นาย พลทหาร ๓๒ นาย) ฝ่ายญี่ปุ่นเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จากการสูญเสียทั่วภาคใต้ฝ่ายเราได้เสียชีวิต ๑๑๖ นาย

ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ยุติลงแล้ว พันเอกหลวง เสนาณรงค์ ผู้บัญชาการมณทลทหารบกที่ ๖ พร้อมด้วยชาวไทยในภาคใต้ได้ร่วมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นและแล้วเสร็จในปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ โดยกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบเป็นรูปทหารแต่งเครื่องสนามรบถือปืนอยู่ในท่าแทงปืนโตประมาณ ๒ เท่าตัวคนทาสีดำหันหน้าไปทางบ้านท่าแพ บริเวณที่ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก ปัจจุบันอนุสาวรีย์นี้ตั้ง ณ บริเวณพื้นที่ที่มีการรบกันอย่างรุนแรงจนถึงขั้นตลุมบอน การก่อสร้างตบแต่งแล้วเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๘   เดือนธันวาคม ๒๔๙๒ ในนามอนุสาวรีย์นี้ว่า “อนุสาวรีย์วีรไทย พ.ศ.๒๔๘๔“ ด้วยเหตุนี้ทางราชการจึงกำหนดเอาวันที่ ๘ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันรำลึกถึงวีรกรรมผู้กล้าหาญ  เรียกว่า  วันวีรไทย สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

 

พุทธศักราช ๒๔๘๖ มณทลทหารบกที่ ๖ได้แปรสภาพเป็น “กองพลที่ ๖ และมณทลทหารบกที่ ๖“มีหน่วยบังคับบัญชา ดังนี้
กรมทหารราบที่ ๑๗ (ประกอบด้วย พัน.ร.๓๘,๓๙ และ๔๐)จังหวัดนครศรีธรรมราช
กรมทหารราบที่ ๑๘ (ประกอบด้วย พัน.ร.๕,๔๑ และ ๔๒) จังหวัดสงขลา
กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑๓ จังหวัดสงขลา
กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑๕ จังหวัดนครศรีธรรมราช
พุทธศักราช ๒๔๘๘ ได้ยุบหน่วยทหารบางหน่วยกองพลที่ ๖ และมณทลทหารบกที่ ๖ แปรสภาพเป็น “มณทลทหารบกที่ ๖“ อย่างเดียว และต่อมา ๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๘ เปลี่ยนชื่อ มณทลทหารบกที่ ๖ เป็น “กองพลที่ ๕ และมณทลทหารบกที่ ๕ “

พุทธศักราช ๒๔๙๑ ทางราชการได้จัดตั้ง กรมทหารราบที่ ๑๕ ขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และย้ายไปอยู่ที่ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

พุทธศักราช ๒๔๙๔ กองพลที่ ๕ และมณทลทหารบกที่ ๕ ได้รับพระราชทานนามค่ายว่า " ค่ายวชิราวุธ "ตามแจ้งความกองทัพบกที่ ๑๕/๑๒๑๒๓ ลง ๘ สิงหาคม๒๔๙๔ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่องค์พระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทรงสถาปนาหน่วยทหารในภาคใต้เป็นพระองค์แรก พุทธศักราช ๒๔๙๕ กรมทหารราบที่ ๑๕ ที่ย้ายไปอยู่ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา ให้เปลี่ยนชื่อเป็น กรมทหารราบที่ ๕ เมื่อ ๑๔ มกราคม ๒๔๙๕

พุทธศักราช ๒๔๙๘ เปลี่ยนชื่อจาก กรมทหารราบที่ ๕ เป็นกรมผสมที่ ๕ พุทธศักราช ๒๕๐๐ เปลี่ยนชื่อกองพลที่ ๕ และมณทลทหารบกที่๕ เป็นมณทลทหารบกที่ ๕ อย่างเดียว เมื่อ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐

พุทธศักราช ๒๕๐๐ แผนกกรมการรักษาดินแดน จังหวัดนครศรีธรรมราช ฝากการบังคับบัญชาไว้กับมณทลทหารบกที่ ๕

พุทธศักราช ๒๕๐๖ ตั้งหน่วย หมวดสื่อสารที่ ๕และกองร้อยสรรพาวุธที่ ๕ สนับสนุนกรมผสมที่ ๕ และกองพยาบาลมณทลทหารบกที่ ๕ แปรสภาพเป็นโรงพยาบาลมณทลทหารบกที่ ๕

พุทธศักราช ๒๕๐๙ กองทัพบกอนุมัติให้จัดตั้งกองพันผสมปัตตานี ตั้งที่ ค่ายธนะรัชต์ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเคลื่อนย้ายกำลังเข้าที่ตั้งถาวร ที่ค่ายอิงธยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

พุทธศักราช ๒๕๑๐ แผนกการฝึกกรมการรักษาดินแดน (รด.)โอนมาเป็นหน่วยขึ้นตรงมณทลทหารบกที่ ๕

พุทธศักราช ๒๕๑๐ กองพันผสมปัตตานี แปรสภาพเป็นกองพันที่๔กรมผสมที่ ๕ ขึ้นการควบคุมบังคับบัญชากับ กรมผสมที่ ๕ ในขณะนั้นมีหน่วยขึ้นตรง ๔ กองพัน คือ
๑. กองพันที่ ๑ กรมผสมที่ ๕ ที่จังหวัดชุมพรร
๒. กองพันที่ ๒ กรมผสมที่ ๕ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
๓. กองพันที่ ๓ กรมผสมที่ ๕ ที่จังหวัดสงขลา
๔. กองพันที่ ๔ กรมผสมที่ ๕ ที่จังหวัดปัตตานี

ต่อมาพุทธศักราช ๒๕๑๖ กองทัพบกได้ขยายหน่วยทางภาคใต้เป็น ๒ กรมผสม คือ
๑. กรมผสมที่ ๕ ตั้งอยู่ที่เดิม คือ ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
๒. กรมผสมที่ ๑๕ ตั้งที่ ค่ายวชิราวุธอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชและแปรสภาพกองพันต่าง ๆ ของ กรมผสมที่ ๕ แบ่งมอบการบังคับบัญชาให้กับกรมผสมทั้ง ๒ กรมผสม ดังนี้
๑. กองพันที่ ๑ กรมผสมที่ ๕ เปลี่ยนเป็น กองพันที่ ๑ กรมผสมที่ ๑๕
๒. กองพันที่ ๒ กรมผสมที่ ๕ เปลี่ยนเป็น กองพันที่ ๒ กรมผสมที่ ๑๕
๓. กองพันที่ ๓ กรมผสมที่ ๕ เปลี่ยนเป็น กองพันที่ ๑ กรมผสมที่ ๕
๔. กองพันที่ ๔ กรมผสมที่ ๕ เปลี่ยนเป็น กองพันที่ ๒ กรมผสมที่ ๕


พุทธศักราช ๒๕๑๘ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ ตั้งกองทัพภาคที่ ๔
๕ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ตั้งกองพลที่ ๕ ที่ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่อมาย้ายเข้า พื้นที่ที่บ้านกะปาง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๒๒ และเปลี่ยนชื่อเป็น กองพลทหารราบที่ ๕

พุทธศักราช ๒๕๑๙ ๒๔ มีนาคม ๒๕๑๙ ตั้งกองพันที่ ๓ กรมผสมที่ ๕ ณ ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แล้วย้ายไปอยู่ค่ายสิรินธรอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เมื่อ ๒๐ มกราคม ๒๕๒๑ ตั้ง กองพันที่ ๖ กรมผสมที่ ๑๕ ที่ บ้านกะปาง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑๕ เมื่อ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๕ ๑๗ เมษายน ๒๕๑๙ ตั้ง กองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๑๕ บ้านสวนตูลตำบลรูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๕ เมื่อ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๒๒๘ เมษายน ๒๕๑๙ ตั้ง กองพันที่ ๓ กรมผสมที่ ๑๕ ที่ค่ายวชิราวุธ เป็นหน่วยขึ้นตรง กรมผสมที่ ๑๕ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๒๕ เป็นหน่วยขึ้นตรงกรมทหารราบที่ ๒๕ เมื่อ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๕ 

พุทธศักราช ๒๕๒๐ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๒๐ มณทลทหารบกที่ ๕ โอน โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ มาขึ้นการบังคับบัญชากับกองทัพภาคที่ ๔
 
พุทธศักราช ๒๕๒๑ ๒๐ มกราคม ๒๕๒๑ ย้าย กองพันที่ ๓ กรมผสมที่ ๕ จากค่ายเสนาณรงค์อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปอยู่ที่ ค่ายศิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๕ เมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๒๒ ถึงปัจจุบัน๙ มีนาคม ๒๕๒๑ ตั้งหน่วย กองพลทหารปืนใหญ่ที่ ๕ ที่ตั้งค่ายวชิราวุธต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กรม ทหารปืนใหญ่ที่ ๕ เมื่อ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๒๓ ถึงปัจจุบัน

Copyright © 2005
By ศูนย์กรรมวิธีข้อมูล กองทัพภาคที่ ๔


Royal Thai Army 4 th

Acrobat Reader

โปรแกรมอ่านเอกสาร pdf


3187703 ผู้เข้าเยี่ยมชม
Engine: Entrance Theme / originaly Black act Revised by Design-Shoppen